ข้อดีและข้อเสียของการใช้รถยนต์ไฮบริดในเมืองไทย: เรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง
ตัดสินใจแบบไหม่ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว
ฉันจำได้ตั้งแต่วันนั้น ตอนที่นั่งในโชว์รูมของดีลเลอร์ ผู้ขายแนะนำว่า "ประหยัดน้ำมันมากครับ" ผมตัวสั่นตัวสั้น เพราะแต่ก่อนขับรถเครื่องเบนซินแบบธรรมชาติมาตลอด สงสัยว่าจริงหรือ รถไฮบริดดีอย่างไรที่มีราคาพอสมควรนี้ แต่สุดท้าย ฉันก็จับจ่ายเงินซื้อมันมา
ตั้งแต่วันแรกที่ปีนรถกลับบ้านจากพื้นที่ลาดกระบัง มันคือโลกใหม่สำหรับฉัน ระบบไฟฟ้าที่ครึ่มครืนในตัว มอเตอร์ที่ปิด-เปิดอยู่เรื่อย ๆ ขณะติดไฟแดง หรือตอนไปช้า ๆ ในซอยแคบ ๆ นั่นเป็นสิ่งแปลก แต่ก็งาม
ข้อดีที่ฉันได้รับจริง ๆ
ประหยัดน้ำมันมากจริง ๆ
ฉันต้องยอมรับว่านี่ไม่ใช่สำนวนกลั่นแกล้ง ด้วยการแยกอัตราการสิ้นเปลืองจากเวลาที่คนส่วนใหญ่ขับสนใจ ในกรุงเทพและตัวจังหวัด ที่อัตราความเร็วไม่สม่ำเสมอ รถไฮบริดของฉันสามารถออกแบบแบบ "เพาะปลูก" พลังงานได้จริง
ตัวอย่างเช่น เมื่อฉันขับไปจากปทุมธานีถึงบางนา ระยะทาง 50 กิโลเมตร เสือ 5 ปีก่อน บนรถเบนซินธรรมชาติ ต้องใจเอ็ก 2.5 ลิตร ส่วนไฮบริดใช้ประมาณ 1.8 ลิตรเท่านั้น การเคลื่อนตัวในเมืองไทยจึงมีความสำคัญเพราะ อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการออกแบบเศรษฐศาสตร์เชื้อเพลิง คณิตของระบบนี้แสดงว่าในการปล่อยประมาณ 28% ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วไปในรถยนต์ปกติ
ในช่วง 5 ปีนี้ เมื่อคิดยอด-ลบรวม ฉันเก็บเงินได้ประมาณ 80,000 บาทจากการประหยัดน้ำมัน เอาหนึ่ง หลังหักค่าบำรุงรักษาพิเศษของแบตเตอรี่ และหากเทียบเฉพาะในเมือง ท้องถิ่นสกปรกเช่นนี้ ตัวเลขก็ดูสมประโยชน์ที่สุด
ราคาค่าบำรุงรักษาต่ำกว่าที่คิด
นี่เป็นสิ่งที่ฉันประหลาดใจเลย เพราะฉันคิดว่าระบบแบตเตอรี่จะเป็นเวลาระเบิด แต่ความจริง เทคโนโลยีไฮบริดยุคนี้มีเสถียรภาพดีกว่าที่เคยสมมติ
ส่วนแรมเบรก (regenerative braking) ช่วยให้แพดเบรกหลักสกัดความหมูลสนใจชะมัด ฉันเปลี่ยนแพดเบรกในรถหนึ่งครั้ง ในระยะ 5 ปี 70,000 กิโลเมตร กลับกว่ารถเบนซินที่ต้องเปลี่ยนสองหรือสามครั้ง และด้านเครื่องยนต์ก็พักผ่อนสม่ำเสมอ ไม่ต้องทำงานเต็มที่ตลอด จึงคิดว่าอายุการใช้งานจะยาวขึ้น
ความสภาพสไตล์ สำหรับการขับในเมือง
ขณะที่ติดไฟแดง มี 30 วินาทีจนกว่าไฟเปลี่ยน เครื่องยนต์ของฉันจะดับลง หลังจากนั้นก็ปลิวเป็นไฟฟ้าล้วน เสียงมาตรฐานน้อย ท่าทางดูเรียบร้อยขึ้น ส่วนคนอื่นที่นั่งในรถต้องทนฟังเสียงเครื่องยนต์ยังหมุนอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้ ในชั่วขณะที่ขับด้วยไฟฟ้าบริสุทธิ์บนถนน ฉันรู้สึกไสว อากาศบ้านผมชั้นเอาไม่รักษาแนวมั่นยาว โดยไม่ปล่อยการปล่อยแก๊สพิษออกมา ที่เกี่ยวกับสภาพอากาศในเมืองไทยซึ่งเลวร้ายแล้ว ดูเหมือนเป็นส่วนที่เล็กน้อย แต่ก็มีความสำคัญ
ข้อเสียที่ฉันเจอจริง ๆ
ราคาตั้งต้นแพง
นี่คือกลไกแรก ราคารถไฮบริดจะแพงกว่ารถเบนซินรุ่นเดียวกัน ประมาณ 300,000 ถึง 500,000 บาท ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่น ในตอนที่ฉันซื้อ แบตเตอรี่ยังไม่มีการรับประกันทั่วไป ฉันเลยต้องจ่ายเพิ่มเติมสำหรับการประกันแบตเตอรี่นอกแบบ 5 ปี
คำถามก็คือ: คุณจะรอจบการขับ 5-7 ปีแล้วค่อยเอาเงินก้อนนั้นออกมาหรือไม่ ปัจจุบันมีหลายคนที่ยังมิได้คิดแบบนี้ และเลือกรถเบนซินราคาถูกกว่าแทน
สถานีชาร์จ และ ความเป็นไฮบริดที่ไม่สมบูรณ์
ที่นี่ผมต้องเน้นอย่างจริงจัง: ไทยไม่ใช่ประเทศที่พร้อม สำหรับรถพลังไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แต่สำหรับไฮบริด (ทั้งแบบ Hybrid ธรรมดาและ Plug-in Hybrid) นั่นก็ยังไม่มีความสำคัญมากนัก เพราะระบบชาร์จเองแบบอัตโนมัติจากการแลกเปลี่ยนพลังงานของการเบรก
อย่างไรก็ตาม หากคุณซื้อรถแบบ Plug-in Hybrid (PHEV) ซึ่งต้องชาร์จเองจึงจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด นั่นคือปัญหาโลหิตจริง ๆ ในประเทศไทย เมื่อสถานีชาร์จสาธารณะนั้นยังน้อยนิด และไม่มีระบบบ่งบอกสถานะที่ดี
ปัญหาอุ่นเย็นและความสะดวกสบาย
เป็นเรื่องปลีกย่อย แต่สำคัญในชีวิตจริง ตอนฉันเปิดแอร์เต็มที่ขณะขับด้วยไฟฟ้า ตัวรถจะใช้พลังงานสะสมอย่างรวดเร็วมาก ฉันเคยสังเกตว่าเมื่อไปนั่งสนามหลวงกลางวันร้อน 38 องศา จากนั้นจึงขับออกมา ระบบแอร์ต้องการกำลังงานเพิ่มเติมจนเครื่องเบนซินต้องรุดขึ้นมาช่วย
ในบางครั้ง ฉันเลยแนวคิดว่า "ทำไมฉันถึงต้องจ่ายเงินนี้ เมื่อสุดท้ายแล้ว เครื่องเบนซินก็ยังต้องทำงานเหมือนกัน"
การซ่อมแซมหนัก: ท้องถิ่นของเจอยาก
นอกเหนือจากการบำรุงรักษาปกติ หากมีปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า หรือแบตเตอรี่ ไม่ใช่ทุกร้านซ่อมที่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอ ฉันเคยต้องไปถึงศูนย์บริการของตัวตัวแทน ที่ระหว่างสถานีแห่งหนึ่ง จึงกว่าจะได้คำปรึกษาที่เชื่อถือได้
และท่านเช่นจังหวัรธารย่อม ไม่มีศูนย์บริการแม้แต่แห่งเดียว ท่านจึงต้องขับไปเมืองใหญ่ได้ตั้งแต่ตัว รถแล้ว เวลาห้วงเที่ยงคืนคืนไหนก็ได้ ซึ่งไม่ถูกใจและต้องการเนื้อที่
แล้วค่าเสื่อมราคา?
ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องเป็นสัตย์ต่อตัวเอง เมื่อฉันคิดเรื่องขายรถออกไป หลังจาก 5 ปี รถไฮบริดของฉันยังคงมูลค่า ที่ประมาณ 65-70% ของราคาเดิม ซึ่งดีกว่ารถเบนซินธรรมชาติที่โดยทั่วไปค่าเสื่อมจะ 50-60% ในช่วงเวลาเดียวกัน
อยากรู้ว่า ทำไมรถไฮบริดจึงค่าตัวสูงแม้วันเสื่อมไป? สาเหตุเป็นจำนวนมากจากความเชื่อที่เพิ่มขึ้นเรื่อยของผู้ซื้อรุ่นต่อ ๆ ไป รวมทั้งจำนวนรถใช้หลังหนึ่งที่ลดลง
ความเห็นส่วนตัวจากการใช้งาน 5 ปี
ถ้าถามว่าฉันจะซื้อไฮบริดอีกครั้งหรือไม่ คำตอบคือ: ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของคุณ
หากคุณเป็นคนขับในเมืองหลัก ไปมาหนักประมาณ 30,000-50,000 กิโลเมตรต่อปี คิดว่าจะเก็บรถไว้ 7-10 ปีขึ้นไป และมีเงินบริเวณแรกสำหรับการลงทุนนี้ แล้วไฮบริดคือตัวเลือกที่ตัวจริงค่อนข้างดี
แต่ถ้าคุณขับไหนตามท้องถิ่นที่มีเสน่ห์ เมืองน้อยที่ไม่มีสถานีบริการ หรือคิดแค่เก็บรถ 3-4 ปีแล้วขายทิ้ง อาจจะต้องคิดสองครั้ง
ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม ตามความคิดของ สหประชาชาติ การลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกนั้นสำคัญต่อโลก และรถไฮบริดก็เป็นก้าวเดินตัวขนาดกลาง เราอาจไม่ใช่แสงส่องทางที่สุด แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
ในไทย สภาพแวดล้อมดีขึ้นหรือแย่ลง ขึ้นกับการตัดสินใจของหลายล้านคนเหมือนเรา ไม่มีใครบังคับให้เลือกรถไฮบริด แต่ถ้าหากคุณพอใจและเงินสอด ความรู้สึกประหยัดและการช่วยเหลือโลก มันก็คุ้มกับทั้งหมด
และหากคุณอยากได้ความเห็นเชิงเทคนิคเพิ่มเติม เสื้อพิมพ์ลาย: เรื่องเล่าจากคนที่หลงรักการสั่งทำเสื้อจนติดเป็นนิสัย แสดงให้เห็นว่าการหลงรักอะไรสักอย่าง มันอาจจะบ้าหน่อย แต่ก็อยู่ได้ ยิ่งถ้าเป็นอะไรที่จำเป็น
ขาดทุนหลังจากใช้ 5 ปี ดีกว่าขาดทุนหลังจากใช้ 10 ปี เพราะคณะกรรมการความพึงพอใจของรถเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด ฉันเป็นศิลปะของการเลือกรถ ระดับชั้นของวันจันทร์
สรุปเพื่อให้ชัดเจน
ข้อดี: ประหยัดน้ำมันจริง บำรุงรักษาต่ำ สวยงามในเมือง มูลค่าคงค้าง ฟิ
ข้อเสีย: ราคาแรงแพง ปัญหาการซ่อมหา ประสิทธิภาพแอร์ไม่ดี เมื่ออากาศร้อน
บทความนี้เขียนจากใจ จากคนที่ลองไปแล้ว คุณอาจจะมีประสบการณ์ต่างไปจากเรา ท้ายที่สุด เลือกรถที่เหมาะกับตัวเอง ไม่ใช่ตามใจคำบอกของคนอื่น