สนับสนุนรถยนต์ประหยัดพลังงาน: เปรียบเทียบสิทธิ์ของรถไฟฟ้ากับรถแก๊สธรรมชาติ
เมื่อรัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนรถประหยัดพลังงาน
คิดว่ารถประหยัดพลังงานเป็นแค่เรื่องของเทคโนโลยี? ผิดแล้ว อันที่จริงหากคุณซื้อรถแบบนี้ รัฐสามารถให้สิทธิประโยชน์ที่มีค่าจริงๆ ครับ ตั้งแต่ลดภาษีมูลค่า ยกเว้นอากร ไปจนถึงค่าชาร์จไฟฟรี ที่ต่างสถานีบางแห่ง
แต่เลือกแบบไหน ก็ได้สิทธิ์ต่างกัน วันนี้เราจะเปรียบเทียบสองแนวทางที่รัฐสนับสนุนมากที่สุด: รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กับ รถยนต์แก๊สธรรมชาติ (NGV) ให้คุณเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน และรู้ว่าอันไหนคุ้มกับสถานการณ์ของตัวเองจริงๆ
1. ภาษีและค่าธรรมเนียมต่างกันแค่ไหน
รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
นี่คือสิ่งที่ทำให้หลายคนตัดสินใจเลือก EV เลย ประเทศไทยมีนโยบาย ยกเว้นอากรแบบ 0% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าหรือประกอบในประเทศ ซึ่งหมายความว่าราคาขายสุดท้ายต่ำลงได้มาก บางรุ่นอาจประหยัดได้ 300,000 บาทขึ้นไปเมื่อเทียบกับรถปกติ
นอกจากนี้คุณยังได้สิทธิ์ ลดค่าภาษีประจำปี ในช่วงแรกของการมีครอบครัวรถ ทำให้อากรรถประเป็นศูนย์ หรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ข้อนี้สำคัญมากเพราะหากคิดระยะ 5 ปี ประหยัดไปได้หนึ่งแสนบาท
รถยนต์แก๊สธรรมชาติ (NGV)
เรื่องภาษี NGV ไม่ดีเท่า EV เท่าไหร่ แม้ว่ารัฐให้ลดอากรลงไปบ้าง แต่ไม่ใช่ 0% เหมือน EV ปกติแล้วอากร NGV อยู่ที่ร้อยละ 10-40 ของรถสัญชาติเดียวกัน รถมี Twin Engine (ลองพายเมตต์เบนซิน-แก๊ส) ยังต้องเสียภาษีประเมินเพราะเครื่องยนต์ไฮบริด
ค่าภาษีประจำปีของ NGV ยังถูกกว่ารถน้ำมันเบนซิน แต่ไม่ลดเหมือนค่าอากรในช่วงแรกจึงประโยชน์ของอากรรายปีไม่ต่างดราม่า
2. ค่าใช้จ่ายในการใช้งาน: ที่ต่างกันจริงๆ
รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
ต้องยอมรับว่า EV จะประหยัดค่าจ่ายมากจริงๆ เมื่อเทียบกับรถดั้งเดิม คุณสามารถชาร์จไฟที่บ้าน ด้วยค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทต่อ 100 กิโลเมตร ยิ่งกว่านั้น รัฐและบริษัทเอกชนลงทุนสถานีชาร์จเพิ่มเรื่อยๆ บางแห่งให้ชาร์จฟรีเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ใช้
เมื่อถึงค่าบำรุงรักษา EV ถูกกว่ารถน้ำมันมาก ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมัน ไม่มีท่อไอเสีย ชิ้นส่วนเสื่อมหายน้อย แถมแบตเตอรี่ของ EV รุ่นใหม่อายุหลายปีได้ 8-10 ปี ราคาแท่นชาร์จยังถูกลงเรื่อยๆ
ลองนึก: ถ้าคุณใช้รถ 20,000 กิโลเมตรต่อปี ค่าไฟจะประมาณ 600 บาท ส่วนรถเบนซินอาจเสียแค่เชื้อเพลิงอย่างเดียวก็เข้าไปหลายพันบาท
รถยนต์แก๊สธรรมชาติ (NGV)
NGV นั้นประหยัดกว่าเบนซินประมาณ 50-60% ไม่ใช่เรื่องโม้ ลิตรแก๊สธรรมชาติ 1 บาท-1.50 บาท ราคาต่ำกว่าเบนซิน 30 ม่วย ซึ่งเมื่อรวมกับประสิทธิภาพเชื้อเพลิง ทำให้คุณประหยัดค่าน้ำมันได้อย่างเห็นได้ชัด
แต่ NGV มีข้อเสีย คือ ต้องไปแจมไป สถานีบ้านหน้า สถานีเบนซินธรรมดา และไม่ทุกที่มี เมื่อเทียบ EV ที่สามารถชาร์จที่บ้านได้ NGV ต้องจ่ายเวลาเดินทางออกไป ส่วนการบำรุงรักษา NGV มีราคาใกล้เคียงกับรถเบนซินปกติ เมื่อ Engine บ้านเก่า ต้องให้ช่างตรวจระบบแก๊ส
3. สถานีชาร์จและสถานีบ้านห
เบนซิน: การเข้าถึง
รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
สถานีชาร์จขยายตัวเร็วมาก ในปัจจุบันมีสถานีชาร์จกว่า 2,500 จุดทั่วประเทศ (ตรวจสอบได้จาก วิกิพีเดีย หรือเว็บไซต์ผู้ให้บริการ) จากชาร์จที่ห้างสรรพสินค้า โรงแรม บ้านเอก ไปจนถึงสถานีชาร์จสาธารณะของบริษัทลมัมนา
สิ่งที่ดีคือคุณสามารถชาร์จที่บ้านได้ ปล่อยไว้เก็บค่าไฟเล็กน้อยแล้วเช้ามืนต่อไปรถเต็มแบต ไม่ต้องวิ่งไปหาสถานี ถ้านอกเมือง จริงไหม ข้อนี้ต้องคิดดี เพราะบ้านต่างเมืองอาจไม่มีสถานีชาร์จเพียงพอ
รถยนต์แก๊สธรรมชาติ (NGV)
สถานีจ่ายแก๊ส NGV มีประมาณ 600+ จุดทั่วประเทศ ตัวเลขนี้น้อยกว่า EV แต่ก็ครอบคลุมเมืองหลวงและเมืองใหญ่ได้เกือบหมด ปัญหาหลักคือบางจังหวัดห่างไกลอาจไม่มี ถ้าคุณขับรถไปต่างจังหวัดบ่อยๆ อาจต้องเสี่ยงเรื่องหางงาน
ข้อดีของ NGV คือไม่ต้องอยู่รถลงแก๊สนาน เสร็จในไม่ถึง 5 นาที เหมือนรถน้ำมันปกติ ส่วน EV ชาร์จเร็ว (30 นาทีเต็มแบต) แต่บ้านนั้นเสียเวลามากกว่า
4. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
EV ไม่ปล่อยไอเสียเลยศูนย์มลพิษในการใช้งาน ทำให้อากาศเมืองดีขึ้นและสุขภาพคนลดความเสี่ยงจากมลพิษ ถ้าพูดถึงวงจรชีวิตรวมทั้งการผลิตแบต... มันยังดีกว่าน้ำมันมาก แบตเตอรี่ EV รุ่นใหม่สามารถรีไซเคิลได้เดี๋ยวนี้
รถยนต์แก๊สธรรมชาติ (NGV)
NGV ปล่อยมลพิษต่ำกว่า 20-30% เมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซิน ไม่ใช่ศูนย์ แต่ก็พอสมควร โดยเฉพาะถ้าเปรียบเทียบกับรถดีเซลเก่าหรือรถสัญชาติเดิม
ตารางเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์เด่นๆ
| เกณฑ์ | รถยนต์ไฟฟ้า (EV) | รถแก๊สธรรมชาติ (NGV) |
|---|---|---|
| ยกเว้นอากร | ได้ 0% (ดีเยี่ยม) | ลด 10-40% (พอสมควร) |
| ลดภาษีประจำปี | ลดลง หรือ 0 บาท (ดี) | ลดบ้าง (น้อย) |
| ค่าเชื้อเพลิง/ไฟต่อ 100 กม. | ~2-3 บาท (ประหยัดสุด) | ~5-7 บาท (ประหยัด) |
| ค่าบำรุงรักษา | ต่ำมาก ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมัน | ปกติ เหมือนรถเบนซิน |
| ความสะดวกในการเติม/ชาร์จ | ชาร์จที่บ้าน + 2,500+ จุดสาธารณะ | 600+ สถานีแก๊ส (ต่างจังหวัด?) |
| เวลาเติมเชื้อเพลิง | 3-8 ชั่วโมง (บ้าน) หรือ 30 นาที | ~5 นาที (เร็วเท่าปกติ) |
| มลพิษเบิ้ม | 0% (สะอาดที่สุด) | ลด 20-30% (ดีกว่าเบนซิน) |
ดังนั้นเลือกอันไหน? ให้คิดตามนี้
เลือก รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถ้า:
- คุณใช้รถสำหรับการเดินทางในเมืองหรือสาขาหลักมือถือของเขต ส่วนใหญ่
- มีที่จอดรถและสามารถติดตั้งแท่นชาร์จที่บ้านได้ นี่อันดับ 1 เพราะชีวิตจะสุขสบายขึ้นมาก
- ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาวมากที่สุด (ไม่คิดหา "น้ำมัน")
- เจอนโยบายสิทธิประโยชน์ EV ที่ดีนี่อยู่ช่วงสอง-สามปีที่จะออกกฎหมายใหม่
- สนใจการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม
เลือก รถแก๊สธรรมชาติ (NGV) ถ้า:
- คุณใช้รถบ่อย หลายร้อยกิโลเมตรต่อวัน ต้องการสิ่งที่เชื่อถือได้และใช้พยุงไม่มากหาก
- ถนนในจังหวัดของคุณเคยสถานีแก๊ส NGV อยู่ทั่วไป ถ้าไม่มีละลืมดีกว่า
- ไม่มีความเป็นไปได้ในการติดตั้งสถานีชาร์จที่บ้าน
- ต้องการประหยัดค่าน้ำมันแล้วไม่สนใจปัญหารถบ้านเดือนเหมือน EV
- เงินลงทุนคงหลักแพนไป (ราคา NGV ถูกกว่า EV อยู่)
สรุป: การเลือกรถประหยัดพลังงานที่ฉลาด
ความจริงก็คือทั้ง EV และ NGV ล้วนได้ประโยชน์จากการสนับสนุนรัฐ ข้อแตกต่างคือ EV ได้สิทธิประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะเรื่องอากรและภาษีประจำปี ในแง่ของการใช้พยุง EV บ้านเสียเบิ้งน้อยกว่าเวลาเสิร์ด NGV ถ้าอยู่เมือง
แต่ถ้าเทียบตามสถานการณ์ NGV ยังเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลสำหรับคนที่ขับมาก ต้องการสะดวก รวดเร็ว และวัตถุดิบขาดกำลังใจที่จะวิ่งหาสถานีชาร์จ
เลยสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่เลือกอันไหนถูกต้อง แต่ว่าเลือกอันไหนเหมาะกับชีวิตและเงินของคุณ พอถึงจุดนั้นแล้ว คุณจะหาสิทธิประโยชน์ที่รัฐให้มาแล้วจะกลายเป็นเครื่องรางเพิ่มเติม ไม่ใช่เหตุผลหลักในการตัดสินใจ
แล้วสำหรับคนสนใจ การเลือกสินค้าแล้ว ก็อย่างเดียวกับการเลือกรถ ต้องคิดให้รอบคอบ ฟังประสบการณ์คนอื่น แต่สุดท้ายเดินไปตามหัวใจตัวเองนะครับ